Search Art or Artists

The Ramayana Masks in South East Asia & Mask of Asia

มหากาพย์รามายณะ วรรณกรรมสุดคลาสสิคจากชมพูทวีปที่แพร่สะพัดเข้ามาในวิถีชีวิตของผู้คนในอุษาคเนย์เป็นเวลากว่า 3,000 ปี ซึ่งนับเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมร่วมของผู้คนในภูมิภาคนี้ นอกเหนือจากศรัทธาความเชื่อ ขนบประเพณีดั้งเดิมของชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในถิ่นนี้ ทั้งการนับถือผีบรรพชน หรือเทพผู้อยู่เหนือธรรมชาติ วิถีการดำรงชีวิต การสร้างบ้านเรือน อาหารการกิน การจัดการในพิธีศพ หรือแม้แต่ความเชื่อเรื่องสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เช่น กบ ดังที่ได้พบรูปลายเส้นภาพกบบนกลองมโหระทึกซึ่งเป็นศิลปะโบราณวัตถุที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อที่นิยมใช้กันในยุคโลหะมีอายุประมาณ 2,000-3,000 ปีมาแล้ว และเมื่อคนอินเดียเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายด้วยจึงเกิดวัฒนธรรมร่วมที่โดดเด่นจากมหากาพย์รามายณะ ที่ส่งอิทธิพลต่อรูปแบบการปกครอง ศรัทธาความเชื่อในศาสนา ตลอดจนศิลปะวัฒนธรรมที่แตกหน่อต่อยอดออกไป ผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมพื้นถิ่นของชนชาติ หลายพันปีที่ผ่านมาร่องรอยอารยธรรมร่วมจากมหากาพย์รามายณะยังคงสืบสานมาตราบเท่าทุกวันนี้ ในการแสดงหนังใหญ่ หนังเงา หรือการแสดง “โขน” หรือที่ถูกเรียกขานแตกต่างกันไปในภาษาเขมร พม่า ลาว หรืออินโดนีเซีย ก่อให้เกิดวิวัฒนาการของศิลปะโขนออกไปอย่างไม่จบสิ้นดังจะเห็นได้จากงานประณีตศิลป์ของไทย การประดิษฐ์หัวโขนที่มีความงดงามวิจิตรหรือการตัดเย็บชุดโขนอย่างอลังการและการนำศรีษะโขนมาใช้ในพิธีกรรมของความเชื่อต่างๆ อาทิ เช่น บูชา ครอบครู เข้าทรง หรือประกอบการสักยันต์

เป็นเวลาหลายพันปีล่วงมาแล้วที่อารยธรรมอินเดียแผ่มาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคนี้มีความผูกพันด้านการค้าที่สืบเนื่องยาวนาน ชาวอารยัน และชาวดราวิเดียน จากชมพูทวีปนำกองเรือพาณิชย์นาวีข้ามน้ำข้ามทะเลมายังหมู่เกาะและแผ่นดินอันอุดมซึ่งได้รับการขนานนามว่า “สุวรรณภูมิ” นอกเหนือจากการมาเพื่อสร้างสัมพันธภาพทางการค้าแล้ว ชาวอินเดียยังได้สร้างความเป็นปึกแผ่นด้วยการเจริญไมตรีมีการวิวาห์ครองคู่กับเชื้อพระวงศ์ผู้ครองนครพื้นเมืองเดิม สร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ให้เพิ่มพูน อาทิเช่น การก่อเกิดของอาณาจักรทวาราวดี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่นครปฐม และเมืองอู่ทอง ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณมีชนพื้นเมืองเดิมอาศัยอยู่มาอย่างยาวนานมากกว่า 2,500 ปี

การก่อเกิดของอาณาจักรฟูนัน ที่มีบันทึกว่า พราหมณ์อินเดียชื่อโกณฑิยะ ได้เดินเรือมายึดดินแดนบริเวณปากแม่น้ำโขง และได้วิวาห์กับประมุขของชาวพื้นเมือง ชื่อพระนางหลิวเย่ (Lui-Ye) นับตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 2 การเจริญเติบโตและยิ่งใหญ่จนสามารถขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางกินอาณาบริเวณจากเขมร ไปถึงอ่าวตังเกี๋ย จรดแผ่นดินอีสานปุระ การก่อตัวขึ้นของอาณาจักรเจนละและจามปา การเกิดขึ้นของอาณาจักรศรีเกษตรที่รวบรวมชนกลุ่มน้อยใหญ่ในดินแดนพุกามเป็นหนึ่งเดียว ความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในอาณาจักรศรีวิชัยที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่ชนชาวหมู่เกาะ ที่ครอบคลุมอาณาเขตจากปลายแหลมอินโดจีน ออกไปทั่วหมู่เกาะของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

อินเดียไม่เพียงนำความมั่งคั่งมาสู่สุวรรณภูมิเท่านั้น แต่ยังนำความรุ่งเรืองแห่งอารยธรรม ศิลปะ ประเพณี ศรัทธาความเชื่อมาสู่ผู้คนในดินแดนแถบนี้ โดยเฉพาะมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นมหาภารตะ รามายณะ หรือคัมภีร์พระเวทและปุราณะที่เป็นสื่อกลางนำสาสน์จากเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ฮินดู มาสร้างระบอบการปกครอง ระเบียบกฏหมายจากคัมภีร์มนูศาสตร์ การสร้างบ้านแปงเมืองสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ เช่นนครวัดนครธม และความเป็นเลิศทางอักษรศาสตร์ เช่น ภาษาบาลีและสันสกฤต ที่เข้ามาพร้อมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาศรัทธาความเชื่อที่ร้อยเรียงผ่านตัวละครในวรรณกรรมอย่างรามายณะ ที่ทำให้ชนชาวเมืองยอมรับนับถือในการอวตารของพระกฤษณะหรือพระนารายณ์ในนามของ “พระราม” ตัวแทนแห่งเทพเจ้าเพื่อปราบทุกข์เข็ญ

การแสดงรามายณะวัฒนธรรมของชาวอุษาคเนย์

กว่า 3,000 ปีที่ผ่านมามหากาพย์รามายณะยังคงดำเนินอยู่ในหัวใจของชนชาวอุษาคเนย์อย่างสืบเนื่อง โดยมีพัฒนาการของการสืบสานวรรณกรรมแตกต่างกัน ตลอดจนชื่อเรียกที่ผิดแผกซึ่งล้วนเป็นการรังสรรค์พัฒนาขึ้นโดยราชสำนัก เพื่อให้การนำเสนอเนื้อหาของวรรณกรรมมีเจตน์จำนงที่จะสื่อสารจากสถาบันกษัตริย์สู่ปวงประชา โดยเฉพาะบนผืนแผ่นดินไทยมีการพัฒนาวรรณกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่อาณาจักรโบราณเรื่อยมาจนถึงสมัยสุโขทัย อยุธยา และปรากฎหลักฐานชิ้นแรกว่ามีการแสดงโขนในราชสำนักตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (ราว พ.ศ. 2000)

นับได้ว่ามหากาพย์รามายณะเป็นรากฐานแห่งการพัฒนาศิลปะวัฒนธรรมของชาวอุษาคเนย์อย่างเด่นชัด ที่ปรากฏวัตถุพยานทั้งในสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรมฝาผนัง ตลอดจนศิลปะการแสดง หรืองานประณีตศิลป์ อย่างหัวโขน เป็นอาทิ อารยธรรมอันเก่าแก่ของอินเดียที่สืบสานผ่านมหากาพย์รามายณะมายังชาวอุษาคเนย์ถ้วนทั่วแผ่นดินและหมู่เกาะ ทั้งไทย พม่า ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

หน้ากากในขนบประเพณีโบราณ (Mask of Asia)

ราว 9,000 ปีก่อนคริสตกาลได้พบหน้ากากที่เป็นวัตถุพยานที่บ่งบอกให้เห็นถึงศรัทธาความเชื่อเมื่อครั้งอดีตซึ่งเป็นของสะสมของอดีตรัฐมนตรีอิสราเอลนามกระเดื่อง โมเชดดายัน(MosheDayan) เป็นหน้ากากหน้าคนที่สันนิษฐานว่าเป็นของผู้ครองอำนาจแห่งรัฐ ที่ใช้สวมในยามออกว่าราชการหรือเป็นหน้ากากที่สวมให้แก่กษัตริย์ผู้ล่วงลับ ก่อนที่จะบรรจุร่างลงหีบเพื่อทำพิธีฝังศพ ซึ่งสอดคล้องกับการขุดพบในซากโบราณสถานในเรื่องความเชื่อที่จะปกป้องความบริสุทธิ์ให้แก่ดวงวิญญาณหรือผู้ตายด้วยการสวมหน้ากาก การกำเนิดขึ้นของหน้ากากจากทุกภูมิภาคทั่วโลก จึงนับเป็นวัตถุที่ทำหน้าที่ปกป้องปกปิด ซ่อนเร้น หรือเป็นตัวแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ พลังอำนาจลี้ลับที่สามารถส่งผ่านหน้ากากถึงผู้สวม ซึ่งทำหน้าที่สื่อสารในพิธีกรรมหรือกิจกรรมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อการรักษาโรคภัย ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย หรือแม้กระทั่งการสื่อสารกับโลกวิญญาณ การสวมหน้ากากในวัฒนธรรมเอเชียจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของเทพแห่งธรรมชาติ ผีบรรพชน หรือสัตว์ในจินตนาการ ซึ่งเป็นโลกสมมุติตามวัฒนธรรมเอเชีย

ปัจจุบันนี้แม้บริบทของหน้ากากในด้านพิธีกรรมและความเชื่อจะถูกลิดรอนไป แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกด้านวัฒนธรรมประเพณีที่แพร่หลายในหมู่ชนซึ่งหลายๆ ประเทศมีการฟื้นฟูด้านการแสดง ให้หน้ากากยังคงทำหน้าที่เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ที่สถิตแห่งพลังวิญญาณไม่แตกต่างไปจากเทวรูปในศาสนสถาน เช่นหน้ากากโคลัม (Kōlam) ของศรีลังกา หน้ากากเตเยิ่ม (Teyyam) จากรัฐเกรละ หรือหน้ากากหมอผีที่พบในหมู่เกาะอินโดจีน ตลอดจนหน้ากากของชนเผ่าทางตอนเหนือของประเทศลาว และเวียดนาม เป็นต้น และในหลายๆ ประเทศก็พัฒนาหน้ากากขึ้นในการแสดง เพื่อสร้างเสริมจินตนาการด้านความบันเทิงเริงรมย์ เช่น รามายณะ เป็นต้น

 

 

อ้างอิงภาพแหล่งที่มา :

การแสดงรามายณะ สมัยใหม่ ประเทศอินโดนีเซีย (ภาพซ้าย)
https://www.indonesiatravelguides.com/wp-content/uploads/2013/05/Ramayana-Bellet-Rama-And-Sinta.jpg

การแสดงรามายณะ สมัยใหม่ ประเทศอินโดนีเซีย (ภาพขวา)
https://www.expedia.com/things-to-do/dinner-with-ramayana-dance-at-purawisata.a367652.activity-details?endDate=2020-10-23&location=Yogyakarta%2C%20Special%20Region%20of%20Yogyakarta%2C%20Indonesia&rid=6055719&startDate=2020-10-09

หน้ากากรูปหน้าคนชิ้นแรก อายุราว 9,000 ปีก่อนคริสตกาล
ขอบคุณภาพจาหหนังสือ : World of Mask

การแสดงหนังเงาของอินโดนีเซีย
https://www.sites.google.com/site/kysudha/balinese-dances/shadow-puppet-in-balinese-wayang-kulit-in-history-maha-barata