Search Art or Artists

RAMAYANA MASKS & Mask of Asia : Cambodia

กัมพูชา

เป็นเวลาเกือบ 3,000 ปีที่ปรากฎหลักฐานว่ากองเรือพาณิชย์นาวีของอินเดียออกเดินทางจากชมภูทวีปมาสู่แผ่นดินสุวรรณภูมิ เพื่อการค้าและการเผยแผ่ศาสนา จากการศึกษาของนักวิชาการชาวฝรั่งเศสชื่อ Coedes พบหลักฐานว่าคนในราชสำนักจากราชวงศ์ปัลลวะ ได้ย้ายถิ่นฐานบ้านเกิดมายังแผ่นดินใหม่แห่งนี้เพื่อสืบสานศาสนาและความมั่งคั่ง  แผ่นดินแห่งนี้มีชนชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่ คำศัพท์ว่า Kamboja ที่นำมาตั้งเป็นชื่อประเทศในปัจจุบัน มีต้นกำเนิดมาจากชื่อของกลุ่มชนชาว Kamboj จากอินเดียทางตอนเหนือที่สืบเชื้อสายมาจากอิหร่าน  กองเรือพาณิชย์นาวีของอินเดียที่เดินทางมายังดินแดนที่ราบลุ่มตอนกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองหาชัยภูมิเหมาะแก่การค้าขายและการตั้งชุมชน มีบันทึกของจีนที่กล่าวถึง พราหมณ์ผู้นำในการทำการค้าได้แต่งงานกับเจ้าหญิงผู้ครองนคร ยกตนขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรฟูนัน นามว่า Koundinya  ซึ่งเป็นศูนย์อำนาจแรกของแผ่นดินบกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล กล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ว่า อาณาจักรแห่งนี้มีความสำคัญที่สุดในภูมิภาค ได้รับการขนานนามว่าดินแดนแห่งทอง เพราะเป็นเมืองชายฝั่งทะเลที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเดินเรือ มีชายฝั่งที่เอื้ออำนวยต่อการเป็นจุดเปลี่ยนพัก และขนถ่ายสินค้าจากอินเดีย ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางการค้าจากเปอร์เซียและโรมัน เพื่อเดินทางต่อไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ ในแถบนี้ยังมีอาณาจักรสำคัญอีกแห่งคือจามปา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแคว้นตังเกี๋ย ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพวกมาลาโยโปลีนีเซียนเช่นเดียวกับคนในอาณาจักรฟูนันหรือคนขแมร์โบราณ

เขมรหรือ Kamboja ได้รับอิทธิพลด้านอารยธรรมจากอินเดียทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และวัฒนธรรม ซึ่งเผยแผ่แนวคิดของศาสนาฮินดูผ่านคัมภีร์พระเวท และมหากาพย์สำคัญ 2 เล่ม คือมหาภารตะและรามายณะ อันเป็นคัมภีร์ทางศาสนาที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจประชาชนให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ  กล่าวกันว่า การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเขมร เท่ากับการได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของอินเดียไปด้วย ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะมีการสร้างสรรค์ศิลปะ สถาปัตยกรรม วรรณกรรม ตลอดจนการเมืองการปกครองที่เด่นชัดมากๆ เช่นการวางผังเมืองที่เป็นระบบระเบียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีการสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ห้องสมุด ถนน ที่มีการเชื่อมโยงกันเป็นระบบจากนครธม ไปถึงจามปา และพิมาย  มีการสร้าง ที่พักรายทางไว้จำนวนมากถึง 102 แห่ง ซึ่งนับเป็นความเชื่อตามศาสนาฮินดู โดยเฉพาะการเคารพในพระศิวะ

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ Kamboj เริ่มต้นอีกครั้งด้วยสังคมของชาวขแมร์ ซึ่งเต็มไปด้วยพลังและความชาญฉลาด มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาสันสกฤตและสร้างอารยธรรมใหม่  คือการสร้างนครวัดขึ้น ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้คนร่ำเรียนวรรณกรรมจากภาษาสันสกฤต  ตัวอักษรที่ใช้ก็เป็นตัวอักษรอินเดียน ตลอดจนมีการเรียนพระเวท และคัมภีร์อุปนิษัท เช่นพราหมณ์  และใช้คำนำหน้าเรียกกษัตริย์ว่า Lord เป็นคำที่ใช้กันไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนำความเชื่อเรื่องหะริหะระเป็นพระเจ้าที่มีความผสมกลมกลืนระหว่างพระศิวะและพระวิษณุความยิ่งใหญ่ของศาสนาพราหมณ์ปรากฏหลักฐานในเวียดนามคือ Champa Desha ซึ่งเป็นวัดฮินดูที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระศิวะ ตลอดจนเป็นวัดที่มีความยิ่งใหญ่มากกว่านครวัดถึง 4 เท่า เชื่อกันว่ามีวัดฮินดูมากกว่า 70 แห่งซึ่งนับได้ว่าจามปา คือของขวัญอันล้ำค่าที่แสดงถึงอารยธรรมอินดีย ภายใต้การปกครองของฟูนัน เมืองออกแก้วตรงบริเวณปลายแหลมญวน ที่ตั้งประเทศเวียดนามในปัจจุบันนั้น เป็นเมืองท่าสำคัญของฟูนัน ได้พบถ้วยชาม เงินตรา พระพุทธรูป และเทวรูป ศิลปะสมัยอมราวดีจากอินเดีย

ในคริสตศตวรรษที่ 6 ฟูนันเริ่มเสื่อมอำนาจลง พวกเจนละเข้าครอบครองอาณาจักรแทน อารยธรรมจากศาสนาพราหมณ์ฮินดู ค่อยหยั่งรากลึก และศาสนาพุทธได้รับความสนใจความชาวเมือง จนถึงศตวรรษที่ 8 พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 รวบรวมเจนละบกและเจนละน้ำเข้าเป็นหนึ่งเดียว และสถาปนาเมืองพระนครขึ้น มีความแข็งแกร่ง เรืองอำนาจยาวไปจนถึงศตวรรษที่ 14 นักวิชาการนาม ดี.จี.อี. ฮอลล์ กล่าวว่าผู้ที่แนะนำหรือประกอบพิธีกรรมให้แก่กษัตริย์ในยุคนี้ คือนักพรตที่สร้างความเชื่อแบบใหม่ เกิดลัทธิเทวราช คือระบอบการปกครองที่ให้ความสำคัญว่า กษัตริย์มีอำนาจดุจเทพเจ้าซึ่งถ่ายทอดมาถึงกษัตริย์จากพระศิวะ โดยผ่านสื่อกลางคือพราหมณ์ประจำราชสำนัก

เมื่อพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และที่ 2 ขึ้นครองราชย์ ทรงใช้นโยบายการขยายอาณาจักรออกไปมาก และพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 หันมานับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย และทรงรับพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานให้เจริญรุ่งเรืองควบคู่กันไปด้วย แต่ในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 หันมานับถือศาสนาพราหมณ์ที่นับถือพระวิษณุ และมีการสร้างปราสาทนครวัดขึ้นในยุคของพระองค์ เป็นเทวสถานพราหมณ์ที่ประดิษฐานรูปปั้นพระวิษณุ และในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีการสร้างนครธมขึ้น ตลอดจนปราสาทรอบเมืองพระนคร และในห้วงเวลา ต่อจากนั้นเองอาณาจักรแห่งนี้เริ่มเสื่อมอำนาจ กษัตริย์จากอาณาจักรสุโขทัยเข้ารุกรานในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ต่อมาในสมัยอยุธยาเจ้าสามพระยา ยกทัพไปตีเมืองพระนครได้สำเร็จ ราชสำนักแห่งใหม่ถูกย้ายไปที่เมืองจตุรพักตร์ หรือกรุงพนมเปญในปัจจุบัน จากนั้นก็ย้ายไปเมืองละแวก และถูกสมเด็จพระนเรศวรรุกรานทำลาย กัมพูชาเสียเอกราชให้แก่อยุธยาในสมัยพระรามาธิบดี ค.. 1353  และศาสตราจารย์วอลเตอร์ ตั้งข้อสังเกตว่ามีจารึกภาษาเขมรในเขตตะนาวศรีว่า กษัตริย์เขมรและพระอนุชา เสด็จมาประทับอยู่ที่อยุธยา ใน ค.. 1462 – 1465 

รามายณะบนภาพจำหลักหินสู่การแสดง

เรื่องราวของรามายณะจากงานเขียนของมหาฤษีวาลมิกิที่เผยแพร่เข้าสู่ประเทศกัมพูชานั้นมีการเรียบเรียงขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมในยุคสมัยโดยใช้ชื่อเรียกว่า Reamker หรือ Rama Kerti ซึ่งร้อยเรียงประวัติศาสตร์ของเขมรโบราณ เข้าไว้ในเนื้อหา นักเต้นจากบาหลีชวา ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์หนังสือ Ramayana In Art of Asia บันทึกไว้ว่า เรื่องราวในรามายณะในแผ่นดินนี้ มิได้ปรากฎอยู่เพียงในภาพจำหลักที่ปราสาทนครวัดและนครธมเท่านั้น แต่ยังอยู่ในศิลปะการแสดงหลากหลายของชนชาวเขมร ทั้งการแสดงหนังเงา (shadow puppet) ภาพจิตรกรรม วรรณกรรมแปล ในละครวิทยุ และการแสดงสวมหน้ากากที่เรียกว่า Lakhon khol ซึ่งหลักฐานเก่าสุดคือในช่วง ค.. 1700 หรือราว พ.. 2200 พบภาพเขียนจิตรกรรมฝากผนังซึ่งเขียนขึ้นในราวคริสตศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะที่ Wat Bo มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ราว 100 รูป ช่วยดูแลรักษาภาพจิตรกรรมเหล่านี้

ในปี 1940 สมเด็จพระมหากษัตริยานีสีสุวัตถิ์ กุสุมะ นารีรัตน์ สิริวัฒนา (Preah Mahasatriyani Sisowath Kossamak ) ทรงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปะแขนงนี้ขึ้นในราชสำนักเขมรอีกครั้ง โดยมีการแสดงประเภท Roborn Tep Apsara, L Khon Preric’Tep La Khon Luang, La Khon Kagah Bohram Khmer  ปัจจุบันการแสดง Reamker เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะการแสดงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยประยุกต์ให้เข้ากับเครื่องดนตรียุคใหม่ และเน้นรูปแบบการร่ายรำที่เรียกว่ารำอัปสรามากกว่าการนำเสนอเนื้อหาการสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์งานศิลปะหัวโขนก็ลดน้อยถดถอยไปมากดังจะเห็นได้จากหน้ากากโขนที่มีให้พบเห็นไม่มากนัก

โดยประยุกต์ให้เข้ากับเครื่องดนตรียุคใหม่ และเน้นรูปแบบการร่ายรำที่เรียกว่า “รำอัปสรา” มากกว่าการนำเสนอเนื้อหา การสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์งานศิลปะหัวโขนก็ลดน้อยถดถอยไปมาก ดังจะเห็นได้จากหน้ากากโขนที่มีให้พบเห็นไม่มากนัก

 

อ้างอิงภาพแหล่งที่มา :

การแสดงโขนในอดีตที่เมืองเสียมเรียบ
ขอบคุณภาพจาก https://theballetofcambodia.tumblr.com/

การแสดง Reamker ในกรุงพนมเปญ
ขอบคุณภาพจาก https://theballetofcambodia.tumblr.com/

การแสดงโขนในพระราชวังกรุงพนมเปญ ประเทศเขมร ค.ศ. 1920- 1924
Classical dancers, as Sita and Ravana, of the Royal Palace in Phnom Penh, Cambodia. Date 1920~1924
https://ethnoworld.tumblr.com/post/66273995556/classical-dancers-as-sita-and-ravana-of-the