Search Art or Artists

RAMAYANA MASKS & Mask of Asia : India / Srilanka & Himalayas

อินเดีย หิมาลายัน

อารยธรรมหลักของโลกเกิดขึ้นในลุ่มน้ำสำคัญ 4 สาย คือลุ่มน้ำไทรกริสยูเฟรติส (เมโสโปเตเมีย) ลุ่มน้ำไนล์ (อียิปต์) ฮวงโห (จีน) และสินธุ (อินเดีย)  ซึ่งจะขอกล่าวถึงอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ในอนุทวีป หรือดินแดนภารตะ ที่ถูกชาวโลกเรียกขานกันว่าอินเดีย อันมีต้นกำเนิดของชื่อประเทศมาจากชื่อของแม่น้ำ เมื่อเปอร์เซียและกรีกเข้ารุกรานดินแดนแห่งนี้ จึงเรียกชนในแถบนี้ว่าชาว Sindhu หรือชาวฮินดู และในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีก ได้ยกกองทัพมารุกรานอินเดียจนถึงลุ่มแม่น้ำสินธุ ทำให้ชนชาติกรีกได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบแม่น้ำนี้ กรีกเรียกแม่น้ำนี้ว่า Indos  ชาวพื้นเมืองและชนชาติอื่นเรียกเพี้ยนไปเป็น Indus  และได้กลายเป็น India แต่คนอินเดียเองเรียกแผ่นดินของตนว่าภารตวรรษะด้วยความเชื่อที่สืบทอดกันว่าตนสืบเชื้อสายมาจากท้าวภรต กษัตริย์องค์แรกในมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระเวท

คนในดินแดนภารตะส่วนใหญ่นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูซึ่งเชื่อว่าถือกำเนิดมานานกว่า 5,000 ปีมาแล้ว ศาสนิกเชื่อว่าศาสนาของตนไม่มีจุดกำเนิดและไม่มีจุดสิ้นสุด จะคงอยู่คู่โลกนิรันดร เมื่อชาวอารยันอพยพมาครอบครองดินแดนลุ่มแม่น้ำสินธุและขับไล่ชนพื้นเมืองเดิมที่เป็นชาวดราวิเดียนออกไป ได้มีการพัฒนาศาสนาพราหมณ์ขึ้นใหม่ โดยใช้ชื่อเรียกศาสนาของตนว่าสนาตนะธรรมอันหมายถึงกฏธรรมชาติที่มีอยู่นิรันดร แต่คนทั่วไปเรียกศาสนาของกลุ่มชนเหล่านี้ว่าศาสนาฮินดูอันมาจากชื่อของลุ่มแม่น้ำสินธุนั่นเอง

ชาวฮินดูเชื่อว่ามีเทพสำคัญที่รวมเรียกกันเป็นหนึ่งเดียวว่าตรีมูรติอันประกอบด้วย พระพรหม (ผู้สร้าง) พระอิศวร หรือพระศิวะ (ผู้ทำลาย) และพระวิษณุหรือพระนารายณ์ (ผู้ปกป้องและรักษาโลก) โดยศาสนิกในศาสนานี้มีคัมภีร์พระเวทเป็นแนวชี้นำการดำเนินชีวิต โดยมีมหากาพย์รามายณะและมหากาพย์มหาภารตะ เป็นคำสอนทางศาสนาที่รองลงมาจากคัมภีร์พระเวท ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้การปกครองประชาชนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี ด้วยเรื่องราวของมหากาพย์ทั้ง 2 เรื่องล้วนแล้วแต่สะท้อนแนวคิดในเรื่องของความรัก สามัคคี และมีความเคารพนับถือกันอย่างสูงในสถาบันครอบครัว ตลอดจนมีความเชื่อฟังพ่อแม่ ครู อาจารย์ และผู้ปกครองรัฐ ตลอดจนทุกสถาบันมีความเชื่อในเรื่องของความซื่อสัตย์ คุณงามความดี ความจงรักภักดี และมีคุณธรรมประจำใจ นับเป็นความชาญฉลาดอย่างยิ่งของผู้นำศาสนาที่นำมหากาพย์ทั้ง 2 เรื่องมาสู่จิตใจผู้คนฝังรากลึกจากรุ่นสู่รุ่น แม้เมื่อนาทีสุดท้ายของลมหายใจมาถึง ท่านมหาตมะคานธี ผู้นำคนสำคัญของอินเดีย ยังเรียกหาพระรามในเฮือกสุดท้ายของลมหายใจ ความมั่นคงต่อความเชื่อนี้ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

รามายณะเป็นวรรณคดีของอินเดียที่เล่าสืบต่อกันมายาวนานในหลากหลายพื้นที่ของชมพูทวีป แต่ผู้ได้รวบรวมแต่งให้เป็นระเบียบครั้งแรก คือ มหาฤๅษีวาลมีกิ เมื่อกว่า 2,400 ปีมาแล้ว โดยประพันธ์ไว้เป็นบทร้อยกรองประเภทฉันท์ภาษาสันสกฤต เรียกว่า โศลก จำนวน 24,000 โศลกด้วยกัน ซึ่งถือเป็นสมฤติ (Samitti) เป็นคัมภีร์ศาสนาสำคัญรองลงมาจากคัมภีร์พระเวท ดังคำกล่าวของมหาฤษีวาลมิกิ ผู้รจนาคัมภีร์พระเวทมหากาพย์รามายณะกล่าวว่า ตราบใดที่ภูเขาและแม่น้ำทั้งหลายยังมีอยู่บนพื้นปฐพี ตราบนั้นเรื่องของพระรามก็ยังคงอยู่ในโลกตลอดไป การแสดงรามายณะจึงถือเป็นการแสดงกึ่งพิธีกรรม อยู่ในกรอบจารีตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ทางความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ฮินดู นั่นเอง และถูกนำมาเผยแพร่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างขวาง และยังเป็นมหากาพย์ที่ยังคงถูกสืบสานต่อไปอย่างไม่จบสิ้น

รามายณะและหน้ากากตามความศรัทธา

ปัจจุบันนี้ในประเทศอินเดียยังมีการเล่าขานตำนานมหากาพย์มหาภารตะและรามายณะอย่างไม่ขาดสูญ ในบางพื้นที่มีพัฒนาการด้านการแสดงมีการสร้างสรรค์รูปแบบความบันเทิงในเนื้อหาของมหากาพย์อย่างแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มชนแต่ละภูมิภาค ในทางศิลปะมีรูปเคารพหรืองานจิตรกรรมมากมายที่เกี่ยวกับพระราม เช่นประติมากรรมรูปพระภรตมีรองพระบาทของพระรามอยู่บนศีรษะ ปัจจุบันแสดงที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงเดลี ประติมากรรมรูปพระราม พระลักษมณ์ สีดา ในศิลปะแบบอินเดียใต้, ภาพสลักที่เทวาลัยปาปะนาฏ ที่เมืองปาตาดากัล ตามซุ้มมีภาพจากเรื่องรามายณะไล่เรียงไปจากต้นจนจบ, ที่ถ้ำเอโลร่า (Ellora) มีภาพวาดเรื่องมหาภารตะด้านหนึ่งและรามายณะอีกด้านหนึ่ง, ที่เมืองวิชัยนคร มีภาพหนุมาน ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการนับถือบูชาหนุมาน เป็นต้น ตลอดจนการแสดงแบบสวมหน้ากาก มีปรากฏให้เห็นในหลายๆ เมือง เช่นที่ราจบันชิ หรือสิขิม เป็นต้น

ความหลากหลายทางความเชื่อและศรัทธาของคนอินเดียทำให้เกิดวิวัฒนาการในศิลปะการแสดงหน้ากากแตกต่างไปตามพื้นที่ แต่ละแห่งซึ่งอิทธิพลส่วนใหญ่มาจากศาสนาพุทธนิกายมหายาน เช่น ประเทศบนเทือกเขาสูงอย่างภูฏาน ซึ่งรับเอาพุทธศาสนาสายวัชระยานลัทธิตันตระ ก็จะมีการแสดงออกด้านความเชื่อและศรัทธาที่แตกต่างออกไป ในขณะที่ศาสนาพราหมณ์ฮินดูมีความเคารพในเทพเจ้า ประเทศในแถบเทือกเขาหิมาลัยล้วนได้รับอิทธิพลเรื่องความเชื่อและศิลปะหน้ากากจากอินเดีย ไม่ว่าจะเป็น เนปาล บังคลาเทศ และศรีลังกา

ในพื้นที่อื่นๆ ของอินเดีย เนปาล หรือหิมาลายา ไม่ว่าจะแถบเมืองราจบันชิ (Rajbansi) เมืองทารุ (Tharu) หรือในสิขิม (Sikkim) ส่วนใหญ่จะเป็นหน้ากากเจ้าแม่กาลี เพื่อปราบยักษ์ หรือหนุมาน จากมหากาพย์รามายณะ หน้ากาก Varaha หรือทศกัณฑ์ทำจากไม้ มีลักษณะ 10 หัวเรียงกัน ดังที่พบได้ในภาพยนตร์รามายณะ นอกจากนั้นแล้วในประเทศเนปาลเอง ยังมีหน้ากากตามความเชื่อพื้นถิ่นโบราณ ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากยักษ์ผู้ชาย (Lakhe) หรือยักษ์ผู้หญิง (Goiter Female mask) หรือในในรัฐเบงกอล มีการแสดงนาฏศิลป์ที่เรียกว่า ปุรลิยา เชา (Purulia Chhau) มีการสร้างสรรค์หน้ากากเชา แสดงเรื่องมหากาพย์อินเดีย และใช้ท่ารำประกอบพิธีกรรมบูชาล่าสัตว์ ในรัฐโอริสสามีการแสดงละครสวมหน้ากากสหิยาตรา (Sahi Yatra) เป็นการแสดงบนท้องถนน มีผู้ร่วมแสดงจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นละครเรื่องรามายณะ หรือละคร ปรหลาท นาฏกะ (Prahlad Nataka) ส่วนใหญ่จะแสดงตำนานนรสิงห์ 1 ใน 10 ปางของนารายณ์อวตาร เพื่อปราบปรามความชั่วร้าย หรือนาฏศิลปะเสอไรเคลา เชา (Seraikala Chhau) จากรัฐพิหารของชนชาติสันตาล ซึ่งเป็นการแสดงละครสวมหน้ากาก คิดค้นโดยเจ้าชายจากราชสำนัก เพื่อแสดงในเทศกาลประจำปี ไซตรา ปารวา (Chaitra Parva) ตามฤดูกาลเพาะปลูก ส่วนใหญ่จะเป็นหน้ากากของพระกฤษณะ พระศิวะ จันทร์ผกา สุริยเทพ เป็นต้น

ตัวอย่างในประเทศศรีลังกาพบหน้ากาก 2 ชนิดที่โดดเด่นคือ ยะคุ่น (Yakun) และ โคลัม (Kolam) เป็นการแสดงสวมหน้ากากยักษ์สันนี ซึ่งเป็นปีศาจที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยอันเกิดขึ้นจากสิ่งเหนือธรรมชาติ มีการประกอบพิธีกรรมไล่ผี ส่วนการสวมหน้ากากประกอบพิธีกรรมที่เรียกว่า โคลัม (Kolam Natima) เพื่อช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้สตรีที่ตั้งครรภ์และทารก ให้ปลอดภัยจากสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งหลาย ซึ่งจะเข้ามามีอิทธิพลต่อแม่และเด็ก

ทิเบตมีการร่ายรำตามประเพณีที่เรียกว่านาฏศิลป์ชาม (Cham) ซึ่งมีรากเหง้าจากความเชื่อเรื่องบอน (Bon) ซึ่งเป็นศาสนาผีที่เชื่อเรื่องการเข้าทรงวิญญาณ เพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้าย ผู้ร่ายรำเป็นผู้นำชุมชนหรือหมอผีประจำหมู่บ้าน เช่น หน้ากาก Citipati หรือ Mahakala  ต่อมาภายหลังเมื่อชนชาวธิเบตหันมานับถือพุทธศาสนา วัชระยาน ลัทธิตันตระ รูปแบบของหน้ากากจึงได้รับการพัฒนามาเป็นหน้ากากภายใต้รูปลักษณ์ของพระโพธิสัตว์ หรือธรรมบาลผู้คอยคุ้มครองพระธรรม ตลอดจนองค์คุรุที่มีชื่อเสียง นอกจากนาฏศิลป์ชามแล้ว ยังมีละครลาโม (Lhamo) ซึ่งเป็นการแสดงละครสวมหน้ากากตำนานประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับกษัตริย์และวีรบุรุษของชาติ ตลอดจนการแสดงเรื่องพุทธประวัติ ส่วนใหญ่เป็นการแสดงละครเพื่อสอนธรรมะ

 

อ้างอิงภาพแหล่งที่มา :

ตัวละครหนุมาน (The monkey god Hanuman is one of the positive, white-bearded tadi characters)
https://disco.teak.fi/asia/kathakali-keralas-grandiose-dance-drama/

การแสดงสวมหน้ากากคนแก่ ศรีลังกา (An old man) | Photo by : JUKKA O.MIETTINEN

การแสดงมุทราของประเทศอินเดีย (The acting culminates in the eye movements) | Photo by : SAKARI VIIKA
https://disco.teak.fi/asia/kathakali-keralas-grandiose-dance-drama/

การแสดงการต่อสู้ระหว่างยักษ์และครุฑ เป็นการแสดงแบบโกลัม ประเทศศรีลังกา
(The war between garuda birds and snake demons is also part of the kolam repertorie) | Photo by : JUKKA O.MIETTINEN
https://disco.teak.fi/asia/kolam-masked-folk-theatre/

The mask of Ravana (III) | The mask of Ravana (as beggar) | The mask of Sankhachura | The mask of Simgha | The mask of Maricha (||) | The mask of Mayavi
ขอบคุณภาพจาก : หนังสือ Ramayana Mask in India