Search Art or Artists

RAMAYANA MASKS & Mask of Asia : Thailand

ไทย

มหากาพย์ซึ่งถือเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการสร้างศรัทธาความเชื่อระบบคิดของผู้คนในศาสนาพราหมณ์ฮินดูยังคงสืบสานอยู่ในประเทศไทยมาตราบเท่าทุกวันนี้ ทั้งเรื่องราวของมหาภารตะ และรามายณะ ที่ยังคงปรากฏอยู่ในการแสดง วรรณกรรมและจิตรกรรมฝาผนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรามายณะหรือที่คนไทยเรียกขานว่า รามเกียรติ์นั้นเดินทางมาสู่แผ่นดินนี้นับตั้งแต่เมื่อใด ยังไม่พบวัตถุพยานที่แน่ชัด แต่พบว่าการเล่นโขนนี้น่าจะเป็นการต่อยอดมาจากการชักนาคดึกดำบรรพ์ ซึ่งปรากฏหลักฐานในกฎมณเทียรบาล ว่าด้วยพระราชพิธีอินทราภิเษก ตามตำนานการกวนเกษียรสมุทรมีที่มาจากกูรมาวตารปางหนึ่งในนารายณ์ 10 ปางของศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไวษณพนิกาย คำว่าดึกดำบรรพ์นั้นสันนิษฐานว่ามาจากศัพท์ภาษาเขมรว่าทึกตุบารแปลว่ากวนน้ำหรือปั่นน้ำ ปรากฏในภาพศิลาจำหลักที่ระเบียงด้านตะวันออกปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา ซึ่งนครรัฐโบราณเช่น อโยธยา ละโว้ สุพรรณภูมิและสุโขทัย ล้วนมีการสัมพันธ์ติดต่อกับอาณาจักรเขมรโบราณ ย่อมได้รับอิทธิพลอารยธรรมอันรุ่งเรืองที่อินเดียแผ่มาสู่เขมรโบราณไว้ทุกแว่นแคว้นเช่นกัน

ปรากฎหลักฐานเก่าแก่ที่สุดว่ามีการละเล่นโขนในราชสำนักในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (..2000)  ซึ่งปรากฏอยู่ในวรรณกรรมสำคัญของไทย คือลิลิตพระลอที่กล่าวถึงการแสดงโขนในงานแสดงมหรสพ ระหว่างงานพระศพของพระลอ พระเพื่อนและพระแพงว่าขยายโรงโขนโรงรำ ทำระทาราวเทียนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชาติแสดงให้เห็นว่าหนังตะลุงและหนังใหญ่นั้นพบว่ามีการแสดงในอาณาจักรอยุธยา  ตั้งแต่ในศตวรรษที่ 15 (ราวปี พ.. 2000)  ซึ่งนักประวัติศาสตร์ James R. Brandon จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขียนในหนังสือของเขาชื่อ Theatre in South East Asia  ว่าการแสดงหนังใหญ่และหนังตะลุงนั้น นิยมนำเรื่องรามายณะมาแสดง ในขณะที่นักวิจัยบางคนพบว่าการแสดงรามายณะนั้นจากเดิมที่ใช้การเขียนสีลงบนใบหน้าตามแบบวัฒนธรรมอินเดีย ได้เปลี่ยนแปลงมาใช้การสวมหัวโขนตั้งแต่ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (.. 2275-2310) และจากบันทึกของลาลูแบร์ ทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จดบันทึกไว้ โดยละเอียดว่า ชาวสยามมีศิลปะการเวทีอยู่ 3 ประเภท ประเภทที่เรียกว่าโขนนั้นเป็นการร่ายรำเข้าๆ ออกๆ หลายคำรบ ตามจังหวะของเครื่องดนตรี ผู้แสดงสวมหน้ากากและถืออาวุธ แสดงบทบาทหนักไปในทางสู้รบกันมากกว่าร่ายรำหน้ากากโขนส่วนใหญ่นั้นน่าเกลียด เป็นหน้าสัตว์ที่มีรูปพรรณวิตถาร หรือไม่ก็เป็นหน้าอสูรปีศาจ กัปตันส์เจมส์ โลว์ นักวิชาการชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้บันทึกไว้ในช่วงรัตนโกสินทร์ว่า พวกชาวสยามได้พัฒนาศิลปะการแสดงละครของตน จนเข้าถึงความสมบูรณ์ระดับสูง และได้เผยแพร่ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งล้วนแล้วแต่เสาะหานักรำละครของสยามทั้งสิ้น

ความยิ่งใหญ่ของมหากาพย์รามายณะที่แพร่สะบัดไปทั่วแผ่นดินสุวรรณภูมิในเอเชียอาคเนย์นี้  ล้วนแสดงให้เห็นในจารีต ประเพณีและศิลปะวัฒนธรรมของชาติไทยมาตราบเท่าทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากรายพระนามของพระมหากษัตริย์ไทย ที่ยังใช้คำว่ารามาธิบดีหรือสมัยรัตนโกสินทร์ที่ใช้คำว่า “King Rama” หรือการใช้เครื่องหมายครุฑเป็นตราสัญลักษณ์สำคัญของทางราชการอันเป็นความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ครุฑเป็นสัตว์พาหนะของพระนารายณ์หรือพระวิษณุเป็นต้น

อิทธิพลของมหากาพย์รามายณะที่มีต่อพัฒนาการด้านศิลปะวัฒนธรรมไทยนั้นปรากฏให้เห็นทั้งในงานจิตรกรรมฝาผนัง วรรณกรรมตลอดจนการแสดงและประณีตศิลป์ โขนเป็นมหรสพหลวงที่แสดงในพระราชพิธีสำคัญๆ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ถือเป็นเครื่องประกอบราชอิสริยยศอย่างหนึ่งของพระมหากษัตริย์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่ทำให้นาฏศิลป์ชั้นสูงแขนงนี้รุ่งเรืองยั่งยืนเป็นมรดกชิ้นเอกของชาติสืบมาถึงทุกวันนี้ คือพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระมหากษัตริย์  ดังจะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ทรงประพันธ์บทละครรามเกียรติ์ไว้ในหลายๆ ตอนเช่น

  • บทละครที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระราชนิพนธ์เพื่อให้ละครหลวงเล่นประชันกับละครของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
  • รามเกียรติ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ทั้งเรื่อง 
  • พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ 4 ตอน
  • พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชนิพนธ์ไว้ ตอนพระรามเดินดงเพื่อรักษาสัตย์ของพระราชบิดา”

ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงได้พระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์นี้ด้วยเช่นกัน ต่อมาสมเด็จพระพันปีหลวงพระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงรับไว้ในพระราชินูปถัมภ์ มีการจัดแสดงโขนรามเกียรติ์อย่างยิ่งใหญ่ จนเป็นที่เลื่องลือระบือนามเป็นที่ยกย่องเชิดชูของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ การสนับสนุนของราชสำนักนี้เองที่ทำให้เกิดพัฒนาการด้านการแสดงโขน และการสร้างสรรค์หัวโขนของไทย เป็นที่เชิดหน้าชูตาอย่างที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดังนั้นการเดินทางของมหากาพย์รามายณะมายังแผ่นดินไทยนั้นคงต้องสืบค้นย้อนลงไปถึงทฤษฎีเรื่องคนไทยมาจากไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังคงต้องศึกษาขุดค้นต่อไปไม่มีวันจบสิ้นตราบเท่าที่นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี นักมนุษยวิทยายังค้นพบวัตถุพยานใหม่ๆ การเขียนประวัติศาสตร์ของคนไทยย่อมแปรผันไปตามสิ่งที่ได้ค้นพบใหม่ๆ อยู่เสมอ ล่าสุดจากการขุดค้นพบเมืองอู่ทองโบราณ  ปรากฎหลักฐานว่าดินแดนในแถบนี้เคยเป็นชุมชนที่มีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนเป็นเวลาล่วงกว่า 3000 ปีที่ผ่านมามีคนไทยส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ที่นี้  และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-16 แผ่นดินนี้คือศูนย์กลางของอาณาจักรทวาราวดีร่วมกับเมืองนครปฐมและลพบุรี ซึ่งอาณาจักรแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองมาก มีการขุดพบพระพุทธรูปรูปแบบศิลปะอมราวดีอายุราวศตวรรษที่ 4 หรือราว พ.. 900 

แม้จะยังไม่พบหลักฐานที่เก่าแก่ลงไปกว่าพุทธศตวรรษที่ 16 ว่าการแสดงโขนปรากฏขึ้นในแผ่นดินไทย แต่จะเห็นได้ว่าพัฒนาการด้านศิลปะโขนนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีการรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่ศิลปะแขนงนี้มากยิ่งไปกว่าประเทศต้นกำเนิด และที่น่าสนใจยิ่งๆ ขึ้น ยังมีเยาวชนคนไทยรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจในศิลปะแขนงนี้ มีการประยุกต์การแสดงรามเกียรติ์ไปสู่การร่ายรำในรูปแบบที่มีความเป็นสากลที่เรียกว่า Contemporary Khon Dance ตลอดจนมีการส่งออกศิลปะวัฒนธรรมนี้ไปสู่เวทีนานาชาติ นับเป็นความภาคภูมิใจยิ่งของชาวไทย

 

 

อ้างอิงภาพแหล่งที่มา :

ภาพหินสลักที่นครวัด : กวนเกษียรสมุทร
ขอบคุณภาพจาก https://breathemyworld.wordpress.com/2018/01/01

ภาพคนกำลังเชิดหนังใหญ่ในภาคกลาง
ขอบคุณภาพจาก https://psu.ac.th/southerninfo/content/2/50385f2c

ภาพหนังตะลุงยักษ์
ขอบคุณข้อมูลจาก   https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/2/50385f2c