Search Art or Artists

คอลเล็คชั่นธนบัตรไทยที่สมบูรณ์ที่สุด

ธนบัตรที่จัดแสดงอยู่ในคอลเล็คชั่นนี้ทั้งหมดเป็นสมบัติส่วนตัวของคุณบุญชัย เบญจรงคกุล – ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย เป็นการสะสมธนบัตรที่สมบูรณ์ครบถ้วนที่สุดที่สามารถรวบรวมธนบัตรได้ครบทุกแบบ ทุกชนิดราคา ทุกรุ่น และทุกลายเซ็น เป็นการสะสมเชิงอนุรักษ์เพื่อให้ประวัติศาสตร์การเงินการคลังของไทยได้ถูกบันทึกไว้อย่างครบถ้วน รายละเอียดของวิวัฒนการธนบัตรไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 4 – รัชกาลที่ ได้รับการบันทึกอยู่ในหนังสือธนบัตรไทยที่จัดพิมพ์ขึ้นเรียบร้อยแล้ว

ยุคก่อเกิดธนบัตร

“เงินกระดาษ” เข้ามาใช้ในระบบเงินตราร่วมกับเงินตราชนิดอื่น ๆ และเป็นที่มาของตำนานธนบัตรไทย ซึ่งได้ผ่านการปรับเปลี่ยนหลายครั้งหลายครา ผ่านอุปสรรคปัญหาเรื่องการผลิตนับครั้งไม่ถ้วน… Read more…

ธนบัตรแบบต่างๆ

จากประวัติศาสตร์ยาวนานนับร้อยปีของธนบัตรไทย บ่งบอกชัดเจนว่าธนบัตรไม่ใช่แค่กระดาษที่ถูกพิมพ์เพื่อบอกราคา กว่าเงินกระดาษฉบับแรกบนแผ่นดินสยาม…Read more…

Home / Collection / Thaibanknote

ยุคก่อนใช้ธนบัตร
หมาย
ใบพระราชทานเงินตรา
อัฐกระดาษ
บัตรธนาคาร
เงินกระดาษ

ยุคก่อนใช้ธนบัตร

เงินในยุคก่อนรูปร่างหน้าตาแตกต่างไปตามภูมิภาคของท้องถิ่น เรามีทั้งเงินภาคเหนือ เงินภาคอีสาน เงินภาคใต้ นอกจากนี้ยังมีการนeวัตถุมาใช้แทนเงินตรา เช่น เบี้ยหอย ปี้ ซึ่งลวดลายที่ปรากฏ ได้รับอิทธิพลมาจากจีนและอินเดีย ส่วนเงินยอดนิยมที่รู้จักและใช้กันแพร่หลายมากที่สุด และถือเป็นเงินตราของไทยอย่างแท้จริง ต้องยกให้ “เงินพดด้วง” ซึ่งมีลวดลายเอกลักษณ์เฉพาะตัว

การใช้เงินพดด้วงของคนไทยดำเนินต่อเนื่องอยู่หลายสมัย จนกระทั่งมาถึงแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงเวลาที่แผ่นดินสยามมีการค้าขายเฟื่องฟูมากขึ้น มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับชาวต่างชาติมากขึ้น จนเงินพดด้วงที่เคยผลิตด้วยมือและใช้ในประเทศเริ่มไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย ใน พ.ศ. ๒๔๐๓ คือบันทึกประวัติศาสตร์หน้าสุดท้ายของเงินพดด้วง เมื่อรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “โรงกษาปณ์สิทธิการ” ซึ่งนับเป็นโรงกษาปณ์แห่งแรกของประเทศไทยที่สร้างขึ้นที่หน้าพระคลังมหาสมบัติ ในพระบรมมหาราชวัง โรงกษาปณ์แห่งนี้มีหน้าที่ผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นเพื่อใช้แทนเงินพดด้วงที่เคยใช้มาอย่างยาวนาน คนไทยจึงเริ่มใช้เหรียญกษาปณ์กันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การค้าขายกับชาวต่างชาติยังเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว จนถึง พ.ศ. ๒๓๙๘ สยามประเทศได้ทำ“สนธิสัญญาเบาว์ริง” เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีค้าขายกับประเทศอังกฤษ และต่อมาทำสนธิสัญญากับนานาประเทศมากยิ่งขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ระบบเงินตราจากที่ใช้เหรียญกษาปณ์ให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นที่มาของการริเริ่มนำ “เงินกระดาษ” เข้ามาใช้ในระบบเงินตราร่วมกับเงินตราชนิดอื่น ๆ และเป็นที่มาของตำนานธนบัตรไทย ซึ่งได้ผ่านการปรับเปลี่ยนหลายครั้งหลายครา ผ่านอุปสรรคปัญหาเรื่องการผลิตนับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะเป็น “ธนบัตรไทย” ที่ผลิตได้มาตรฐานทัดเทียมกับนานาประเทศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

หมาย

จุดกำเนิดของเงินกระดาษในสยาม เรียกว่า “หมาย” ซึ่งเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาประวัติศาสตร์สำคัญของสยามประเทศเป็นอย่างมากเป็นเวลาคาบเกี่ยวในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๔๗ และเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ ต้นรัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคแห่งการล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจตะวันตก บรรยากาศแผ่นดินสยามในเวลานั้นจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากประเทศมหาอำนาจต่างๆ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส โปรตุเกส เยอรมนี อิตาลี ฮอลแลนด์ และประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ต่างได้เข้ามาเจรจาขอทำสัญญากับไทย ด้วยพระปรีชาชาญของรัชกาลที่ ๔ ที่ได้ประเมินสถานการณ์ประเทศในเวลานั้นแล้วว่าหากขืนต้านทานไม่ยอมอ่อนตาม ประเทศชาติจะต้องได้รับความเสียหายอย่างมาก แต่หากใช้กุศโลบาย “ยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนน้อย เพื่อรักษาเอกราชของประเทศไว้” น่าจะทำให้ประเทศชาติรอดพ้นวิกฤตจากการล่าอาณานิคม ครั้งนี้ได้ จึงเป็นที่มาของการที่ไทยได้ทำสัญญากับประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรก เรียกว่า “สนธิสัญญาเบาว์ริง” และต่อมา
ยังได้ทำสัญญากับประเทศต่างๆ ตามมาอีกหลายฉบับ

ใบพระราชทานเงินตรา

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังมีเงินตราพิเศษที่คนทั่วๆ ไป อาจไม่เคยเห็นเงินกระดาษนี้ เนื่องจากพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำใบสั่งจ่ายเงินตราชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ใบพระราชทานเงินตรา” สันนิษฐานว่าคงใช้สำหรับพระราชทานให้แก่บุคคลที่ทำความดีความชอบ หรือจ่ายเป็นเบี้ยหวัดให้แก่ข้าราชการในยามที่เงินโลหะขาดแคลน ซึ่งคาดว่าอยู่ในช่วง พ.ศ. ๒๓๙๙ ถึง ๒๔๐๓ ใบพระราชทานเงินตราจัดพิมพ์และใช้กันในวงจำกัดมาก จึงไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ราษฎร

จากข้อสันนิษฐานว่าอาจแจกเบี้ยหวัดเป็นใบพระราชทานเงินตราแทนเงินนั้น มีความเป็นไปได้กล่าวคือ ประกาศรัชกาลที่ ๔ เมื่อวันเสาร์ที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๗ เรื่องประกาศว่าด้วยแจกเบี้ยหวัดเป็น เหรียญทองคำทศ พิศ พัดดึงส์ แทนเงิน ระบุว่าครั้งแผ่นดินรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ เงินกำไรจากการค้าทางสำเภาน้อยไม่พอแจกเบี้ยหวัด ก็ลดจำนวนเงินเบี้ยหวัดพระราชวงศ์และข้าราชการลง บางคราวพระราชทานผ้าลายแทนเงินบ้าง พระราชทานทองคำบางสะพานและทองคำจีนบ้าง ซึ่งในเวลาที่กล่าวนี้รัชกาลที่ ๔ ขอให้ผู้รับพระราชทานเบี้ยหวัดรับเหรียญทองคำทศ พิศ พัดดึงส์ แทนเงิน เนื่องจากการค้าทางเรือไปต่างประเทศไม่ได้เงินเข้ามา ได้แต่ทองคำเข้ามามากขึ้น เจ้าภาษีนายอากรก็ขอส่งเงินเข้าท้องพระคลังเป็นทองคำ หากส่งเงินก็มิใช่เงินบาท ส่วนใหญ่เป็นเงินเหรียญจากต่างประเทศราษฎรเองก็เก็บเงินบาทไว้ไม่ค่อยนำมาใช้สอย อีกทั้งเงินบาทที่เจ้าภาษีนายอากรส่งเข้าคลัง ลูกค้าต่างประเทศก็เอาเงินเหรียญมาขอแลกไปทุกครั้งที่เรือกลไฟของตนเข้ามาค้า ครั้นจะกักไว้ไม่ให้แลกก็จะผิดต่อสัญญาขัดต่อการค้าขาย กอปรกับเครื่องจักรทำเงินเหรียญของโรงกษาปณ์ก็ถูกพวกช่างเงินเก่าว่าจ้างแกล้งให้เครื่องจักรขัดข้อง ต้องเสียเวลาซ่อมแซม

รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชดำริให้ทำเหรียญทองคำทศ พิศ และพัดดึงส์ ใช้เช่นเดียวกับ “หมาย” แทนเงิน ๘ บาท ๔ บาท และ ๑๐
สลึง ตามลำดับ ผู้ได้ไปจะเอามาส่งแทนภาษีอากร หรือจะมาขึ้นเงินตราจากพระคลังก็ได้ ในเวลาที่ประกาศนี้ต้องแจกเบี้ยหวัดเป็นเหรียญทอง
เพราะเหรียญบาทยังทำไม่ทัน แต่การแจกนี้ก็มิได้ให้เป็นเหรียญทองทั้งหมด เป็นการผสมกันระหว่างเหรียญบาทและเหรียญทอง การแจกเบี้ย
หวัดครั้งที่กล่าวนี้พระราชทานในวันจันทร์ที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๗ แต่หากจะเอาเหรียญทองมาแลกเป็นเงินบาทก็ให้รอไปจนถึงวันที่ ๒๙
พฤศจิกายนเป็นอย่างน้อย เพราะเหรียญบาทยังทำออกมาไม่ทัน แต่หากนำเหรียญทองไปใช้กับราษฎร แล้วราษฎรต้องการเอาเหรียญทอง
มาแลกเหรียญบาทก็ไม่ห้าม เพื่อมิให้ขัดขวางการค้าขายของราษฎร

อัฐกระดาษ

บัตรธนาคาร

เงินกระดาษ